เฮลซิงกิ
เฮลซิงกิ
| |
|---|---|
| Helsingin kaupunki Helsingfors stad City of Helsinki | |
| สมญา: Stadi, Hesa[1] | |
ตำแหน่งที่ตั้ง (สีแดง) ภายในภูมิภาคอูซิมาและอนุภูมิภาคเฮลซิงกิ (สีเหลือง) | |
| พิกัด: 60°10′15″N 24°56′15″E / 60.17083°N 24.93750°E | |
| ประเทศ | |
| ภูมิภาค | |
| อนุภูมิภาค | เฮลซิงกิ |
| เขตมหานคร | เฮลซิงกิ |
| กฎบัตร | 12 มิถุนายน 1550 |
| เมืองหลวง | 8 เมษายน 1812 |
| การปกครอง | |
| • นายกเทศมนตรี | Daniel Sazonov (Kok) |
| • หน่วยงานปกครอง | สภาเมืองเฮลซิงกิ |
| พื้นที่ (2018-01-01)[2] | |
| 715.48 ตร.กม. (276.25 ตร.ไมล์) | |
| • พื้นดิน | 214.42 ตร.กม. (82.79 ตร.ไมล์) |
| • พื้นน้ำ | 501.74 ตร.กม. (193.72 ตร.ไมล์) |
| • เขตเมือง | 680.12 ตร.กม. (262.60 ตร.ไมล์) |
| • รวมปริมณฑล | 3,698.99 ตร.กม. (1,428.19 ตร.ไมล์) |
| ความสูง | 26 เมตร (85 ฟุต) |
| ประชากร (2025-06-30)[4] | |
| 689,758 คน | |
| • อันดับ | มากสุดในฟินแลนด์ |
| • ความหนาแน่น | 3,216.85 คน/ตร.กม. (8,331.6 คน/ตร.ไมล์) |
| • เขตเมือง | 1,360,075 คน |
| • ความหนาแน่นเขตเมือง | 2,000 คน/ตร.กม. (5,200 คน/ตร.ไมล์) |
| • ปริมณฑล | 1,616,656 (metro) คน |
| • ความหนาแน่นรวมปริมณฑล | 437.1 คน/ตร.กม. (1,132 คน/ตร.ไมล์) |
| เดมะนิม | helsinkiläinen (Finnish) helsingforsare (Swedish) Helsinkian (English) |
| ประชากรตามช่วงอายุ | |
| • 0 ถึง 14 | 14.3% |
| • 15 ถึง 64 | 68.3% |
| • 65 หรือมากกว่า | 17.4% |
| เขตเวลา | UTC+02:00 (EET) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+03:00 (EEST) |
| รหัสพื้นที่ | +358-9 |
| ภูมิอากาศ | Dfb |
| เว็บไซต์ | www |
เฮลซิงกิ (ฟินแลนด์: Helsinki, ออกเสียง: [ˈhelsiŋki] ; สวีเดน: Helsingfors, เสียงอ่านภาษาสวีเดน: [hɛlsɪŋˈfɔrs] ) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศฟินแลนด์ ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศ ริมชายฝั่งอ่าวฟินแลนด์ ตัวเมืองมีประชากรประมาณ 687,000 คน เฮลซิงกิอยู่ติดกับเมืองวันตาและเอสโปซึ่งรวมตั้งเป็นเขตเมืองหลวงหรือมหานครเฮลซิงกิ มีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน และถ้านับเขตที่อยู่อาศัยในปริมณฑลด้วยจะมีประชากรมากกว่า 1.2 ล้านคน
เฮลซิงฟอร์สเป็นชื่อเมืองดั้งเดิม และยังคงเป็นชื่อเมืองในภาษาสวีเดนในปัจจุบัน ในอดีตเป็นชื่อที่ใช้ในระดับนานาชาติด้วย
ประวัติ
[แก้]ในปีพ.ศ. 2093 พระเจ้ากุสตาฟที่ 1 แห่งสวีเดน ทรงก่อตั้งเมืองเฮลซิงกิขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้า แข่งกับเมืองทาลลินน์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวฟินแลนด์ จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการทหาร เฮลซิงกิจึงตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำวันตา ได้รับการปกป้องจากบรรดาเกาะเล็กๆทั้งหลาย[6] ในช่วงแรกเฮลซิงกิไม่ประสบความสำเร็จมากนัก 90 ปีต่อมา สมเด็จพระราชินีคริสตินา ทรงดำริให้ย้ายเมืองไปทางใต้ 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันของเมือง เฮลซิงกิได้รับสถานะเป็นเมืองสำคัญ สามารถทำการค้าขายกับต่างประเทศได้ แต่ในเวลานี้สวีเดนได้ครอบครองทางใต้ของอ่าวฟินแลนด์แล้ว เฮลซิงกิจึงไม่มีความสำคัญมากนัก และยังคงเป็นเมืองเล็กๆอยู่[7]
ในปีพ.ศ. 2291 เริ่มมีการสร้างฐานทัพ Suomenlinna บนหมู่เกาะบริเวณปากอ่าวของเฮลซิงกิ การก่อสร้างนี้ส่งผลต่อเฮลซิงกิจากการที่คนงานนับพันคนเข้ามาทำให้การค้าเจริญเติบโตขึ้น รวมถึงทหารประจำการที่มาพร้อมกับครอบครัวและวัฒนธรรมแบบชาวสวีเดนชั้นสูง[8]
พ.ศ. 2351-52 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและสวีเดน ดินแดนฟินแลนด์ตกเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดนในฐานะราชรัฐปกครองตนเองฟินแลนด์ ชาวฟินแลนด์บางส่วนเริ่มสนับสนุนความคิดการตั้งเฮลซิงกิเป็นเมืองหลวงของราชรัฐ ความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝั่งรัสเซียเช่นกัน เนื่องจากเฮลซิงกิอยู่ใกล้กับเซนต์ปีเตอส์เบิร์กมากกว่า และมีอิทธิพลของสวีเดนน้อยกว่าตุรกุซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิม ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 จึงตั้งเฮลซิงกิเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์แทนที่ตุรกุในปีพ.ศ. 2355[9] จากการที่เฮลซิงกิถูกทำลายด้วยไฟในปี 2351 ทำให้ซาร์วางแผนที่จะสร้างเมืองขึ้นใหม่ ได้มีการแต่งตั้งวิศวกรชาวฟินแลนด์ให้ออกแบบเมืองใหม่ และเชิญสถาปนิกชาวเยอรมันมาร่วมงาน มีการสร้างอาคารใหม่จำนวนมาก รวมถึงการย้ายมหาวิทยาลัยมาจากตุรกุด้วย สถาปัตยกรรมที่สร้างใหม่นี้มีรูปแบบนีโอคลาสสิกตามแบบเมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก เฮลซิงกิได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรม
ในช่วงสงครามกลางเมืองฟินแลนด์ พ.ศ. 2461 เฮลซิงกิถูกยึดโดยฝ่ายแดงในเดือนมกราคม วุฒิสภาย้ายไปประจำการที่เมืองวาซา กองทัพฝ่ายขาว ร่วมกับทหารเยอรมันสามารถยึดเฮลซิงกิกลับมาได้ในเดือนเมษายน เฮลซิงกิได้รับความเสียหายไม่มากนัก ในช่วงสงครามฤดูหนาวและสงครามต่อเนื่อง (ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) เฮลซิงกิถูกโจมตีทางอากาศจากสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม เฮลซิงกิได้รับความเสียหายไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองสำคัญอื่นๆในยุโรป เฮลซิงกิยังเป็นหนึ่งในสามเมืองหลวงของประเทศในทวีปยุโรปที่เข้าร่วมสงครามที่ไม่ถูกยึดครองโดยฝ่ายศัตรู (อีกสองเมืองคือลอนดอนและมอสโก)
สถาปัตยกรรม
[แก้]
หลังจากเฮลซิงกิถูกตั้งเป็นเมืองหลวง เฮลซิงกิก็ถูกแปรสภาพจากเมืองเล็กๆที่มีประชากรเพียง 4,000 คนเป็นศูนย์กลางการปกครองของฟินแลนด์ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลจากจักรวรรดิรัสเซีย โดยเฉพาะรูปแบบนีโอคลาสสิกตามแบบเมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก คาร์ล ลุดวิก เองเกล ชาวเยอรมัน ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกใหญ่ในโครงการสร้างเมืองใหม่นี้ ศูนย์กลางของแผนอยู่ที่จัตุรัสวุฒิสภา (Senaatintori; Senatstorgot) ซึ่งมีขนาดใหญ่รองรับคนได้หลายหมื่นคน สิ่งก่อสร้างสำคัญบริเวณจัตุรัสนี้คืออาสนวิหาร (ในอดีตเรียกโบสถ์นิโคลัส) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจัตุรัส ทางทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นทำเนียบรัฐบาลและอาคารหลักของมหาวิทยาลัยตามลำดับ อาคารสองหลังนี้มีขนาดใกล้เคียงกัน ทำเนียบรัฐบาลมีเสาหินแบบคอรินเธียน ในขณะที่อาคารมหาวิทยาลัยเป็นแบบไอออนิก[10] สิ่งก่อสร้างทั้งสามนี้เป็นผลงานของเองเกล เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอีกหลายแห่ง อาคารที่มีชื่อเสียงของเองเกลอีกแห่งหนึ่งคือห้องสมุดมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการยกย่องในเรื่องความงดงาม อิทธิพลของรัสเซียอีกอย่างหนึ่งคือโบสถ์ออร์โธดอกซ์ ซึ่งแห่งที่สำคัญของเฮลซิงกิคือมหาวิหารอุสเปนสกี ก่อสร้างในช่วงปีพ.ศ. 2405-2411[11]
เฮลซิงกิยังมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโว (Jugenstil) โดยมีสถาปนิกคนสำคัญคือเอเลียล ซาริเนน ในช่วงแรกซาริเนนร่วมงานกับสถาปนิกอีกสองคนในบริษัท Gesellius, Lindgren & Saarinen ผลงานที่สำคัญในเฮลซิงกิคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ออกแบบในปีพ.ศ. 2445 ผลงานสำคัญของซาริเนนอีกอย่างหนึ่งคือสถานีรถไฟกลางเฮลซิงกิ
อาคารรัฐสภา (Eduskuntatalo) เป็นผลงานนีโอคลาสสิกชิ้นสำคัญของฟินแลนด์ยุคหลังประกาศเอกราช ออกแบบโดยโยฮัน ซิกฟริด ซิเรน ในปีพ.ศ. 2467 และสร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2474 ภายหน้าอาคารเป็นเสาหินแบบคอรินเธียน 14 ต้น[12]
สถาปัตยกรรมแบบประโยชน์นิยม (อังกฤษ: functionalism) ได้รับความนิยมในฟินแลนด์ยุคใหม่ อัลวาร์ อาลโต เป็นสถาปนิกชาวฟินแลนด์ที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ โดยมีสิ่งก่อสร้างในเฮลซิงกิคือหอฟินแลนเดีย
- ทำเนียบรัฐบาล (Valtioneuvosto)
- มหาวิหารอุสเปนสกี (Uspenskin katedraali)
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (Suomen kansallismuseo)
- อาคารรัฐสภา (Eduskuntatalo)
- หอฟินแลนเดีย (Finlandia-talo)
ศิลปะและวัฒนธรรม
[แก้]ที่เซนาทสแคว์เมื่อเดือนกันยายน/ตุลาคม 2010 งานนิทรรศการศิลปะกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์: มีผู้เข้าชมงานนิทรรศการสากล United Buddy Bears ประมาณ 1.4 ล้านคน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Ainiala, Terhi (2009). Place Names in the Construction of Social Identities: The Uses of Names of Helsinki. Research Institute for the Languages of Finland. ISBN 978-1-55014-521-2. สืบค้นเมื่อ 22 September 2011.
- ↑ "Area of Finnish Municipalities 1.1.2018" (PDF). National Land Survey of Finland. สืบค้นเมื่อ 30 January 2018.
- ↑ "Helsinki elevation". elevation.city.fi. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 November 2023. สืบค้นเมื่อ 2 November 2023.
- ↑ "Population increased most in Uusimaa in January to June 2025". Population structure. Statistics Finland. 2025-07-24. ISSN 1797-5395. สืบค้นเมื่อ 2025-07-24.
- ↑ "Population according to age (1-year) and sex by area and the regional division of each statistical reference year, 2003–2020". StatFin. Statistics Finland. สืบค้นเมื่อ 2 May 2021.
- ↑ Bell & Hietala p.19
- ↑ Bell & Hietala p.20
- ↑ Bell & Hietala p.21
- ↑ Bell & Hietala p.22
- ↑ Roininen p.18
- ↑ Roininen p.44-47
- ↑ Finland & Morris p.66
บรรณานุกรม
[แก้]- Bell, M., & Hietala, M. (2002). Helsinki: the innovative city ; historical perspectives. Helsinki: Suomalaisen Kirjallisuuden Seura [u.a.]. ISBN 951-746-359-6 (ในภาษาอังกฤษ)
- Roininen, V., Ekbom, M., & Miller, E. (2003). Vanha, kaunis Helsinki = Det gamla, vackra Helsingfors = Beautiful old Helsinki. Jyväskylä: Atena. ISBN 951-796-309-2 (ในภาษาฟินแลนด์ สวีเดน และอังกฤษ)
- Finland, & Morris, D. (2000). The Finnish parliament. Helsinki: Finnish Parliament : Edita. ISBN 951-37-3228-2(ในภาษาอังกฤษ)
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- แผนที่เมืองเฮลซิงกิ เก็บถาวร 2010-03-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ในภาษาฟินแลนด์)
- เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เก็บถาวร 2016-03-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ในภาษาอังกฤษ)
- Helsinki.fi City Portal (ในภาษาอังกฤษ)
