close
ข้ามไปเนื้อหา

จอร์จ อีฟเรสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอร์จ อีฟเรสต์
BERJAYA
เกิด(1790-07-04)4 กรกฎาคม ค.ศ. 1790
คริกเฮาเวิล ประเทศเวลส์ หรือ เกรนิช ประเทศอังกฤษ
เสียชีวิต1 ธันวาคม พ.ศ. 1866 (76 ปี)
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
มีชื่อเสียงจากการสำรวจทางตรีโกณมิติครั้งใหญ่ของอินเดีย;
กลายเป็นชื่อเรียกของยอดเขาเอเวอร์เรสต์
รางวัลรางวัล Royal Astronomical Society (1847)
อาชีพทางวิทยาศาสตร์
สาขาภูมิศาสตร์

เซอร์ จอร์จ อีฟเรสต์, CB, FRS, FRAS, FRGS (อังกฤษ: Sir George Everest, /ˈvrɪst/, EEV-rist;[1][2][3] 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1790 – 1 ธันวาคม ค.ศ. 1866) เป็นผู้สำรวจและนักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการสำรวจแห่งอินเดียใน ค.ศ. 1830 ถึง 1843

หลังได้รับการฝึกฝนด้านการทหาร อีฟเรสต์ได้เข้าร่วมบริษัทอินเดียตะวันออกและเดินทางมาถึงอินเดียเมื่ออายุ 16 ปี ในที่สุดเขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยของวิลเลียม แลมบ์ตันในการสำรวจทางตรีโกณมิติครั้งใหญ่ และเข้ามาแทนที่แลมบ์ตันในตำแหน่งหัวหน้างานสำรวจใน ค.ศ. 1823 อีฟเรสต์มีบทบาทสำคัญในการสำรวจแนวโค้งเมริเดียนจากจุดใต้สุดของอินเดียขึ้นไปทางเหนือสู่เนปาล ซึ่งมีระยะทางประมาณ 2,400 กิโลเมตร (1,500 ไมล์) งานนี้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ ค.ศ. 1806 ถึง 1841 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการการสำรวจแห่งอินเดียใน ค.ศ. 1830 เกษียณอายุใน ค.ศ. 1843 และเดินทางกลับอังกฤษ

ใน ค.ศ. 1865 ทาง Royal Geographical Society เปลี่ยนชื่อยอดเขาที่ 15 (Peak XV)—ในขณะนั้นพึ่งระบุได้ไม่นานเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก—ไปเป็นยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา[4] แอนดรูว์ สกอตต์ วอห์ (Andrew Scott Waugh) ลูกศิษย์และผู้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการการสำรวจของเขา เป็นผู้เสนอชื่อเขาใน ค.ศ. 1856 ชื่ออีฟเรสต์ถูกนำมาใช้เป็นข้อตกลงประนีประนอม เนื่องจากความยากลำบากในการเลือกชื่อท้องถิ่นหลายชื่อสำหรับภูเขาลูกนี้ ในตอนแรกเขาคัดค้านการยกเกียรตินี้ เพราะเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นพบภูเขา และเชื่อว่าชื่อของเขาเขียนหรือออกเสียงในภาษาฮินดีได้ยาก[5][6][7]

ชีวประวัติ

[แก้]
BERJAYA
หลุมศพของเอเวอเรสต์ ณ โบสถ์เซนต์แอนดรูว์ ฮอฟ มณฑลอีสต์ซัสเซกซ์

เอเวอเรสต์เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1790 แต่สถานที่เกิดของเขายังไม่เป็นที่แน่ชัด[8][9] เขาเข้าพิธีรับศีลล้างบาปที่โบสถ์เซนต์แอลฟีจในกรีนิช ลอนดอน เมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1791[10] โดยเขาอาจจะเกิดที่กรีนิช หรือไม่ก็ที่คฤหาสน์เกวิร์นเวล (Gwernvale Manor) ซึ่งเป็นที่ดินของครอบครัวใกล้กับคริกโฮเวลล์ เบร็กน็อกเชียร์ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโพวิส) ในเวลส์[11][12]

เอเวอเรสต์เป็นบุตรชายคนโตและเป็นลูกคนที่สามจากทั้งหมดหกคนของลูเซตตา แมรี (นามสกุลเดิม สมิธ) และวิลเลียม ทริสทรัม เอเวอเรสต์ บิดาของเขาเป็นทนายความและพนักงานสอบสวน (justice of the peace) สมาชิกของ "ตระกูลกรีนิชเก่าแก่" และประสบความสำเร็จมากพอที่จะครอบครองที่ดินขนาดใหญ่ในเวลส์ตอนใต้ ส่วนจอห์น เอเวอเรสต์ ปู่ของเขาซึ่งเป็นบุตรชายของคนขายเนื้อ เป็นคนแรกในตระกูลที่เข้าสู่วิชาชีพกฎหมาย ตระกูลเอเวอเรสต์ในกรีนิชสามารถสืบย้อนไปได้อย่างน้อยถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1600 เมื่อทริสทรัม เอเวอเรสต์ (ปู่ทวดของจอห์น) เป็นคนขายเนื้อในถนนเชิร์ชสตรีท[8]

เอเวอเรสต์ได้รับการศึกษาที่วิทยาลัยการทหารหลวงในเมืองมาร์โลว์ บัคกิงแฮมเชียร์ ตามด้วยการเรียนหนึ่งปีที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกวูลิช ซึ่งเป็นวิทยาลัยฝึกอบรมวิศวกรทหารและทหารปืนใหญ่ เขาเข้าร่วมกับบริษัทอินเดียตะวันออกในฐานะนักเรียนทหารในปี ค.ศ. 1806 (ก่อนที่จะมีอายุครบ 16 ปีตามเกณฑ์[13]) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตรีในหน่วยทหารปืนใหญ่เบงกอล และล่องเรือไปยังอินเดียในปีเดียวกัน[14]

เอเวอเรสต์เป็นฟรีเมสัน[13] โดยเข้ารับการสถาปนาในวันที่ไม่ปรากฏแน่ชัด ณ เนปจูนลอดจ์ (Neptune Lodge) ในปีนัง ภายใต้อำนาจของสมาคมฟรีเมสันแห่งอังกฤษ (United Grand Lodge of England) หลังจากกลับมายังอังกฤษ เขาได้เข้าร่วมพรินซ์ออฟเวลส์ลอดจ์ (Prince of Wales' Lodge) ในลอนดอน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1829[15]

ช่วงแรกของการทำงานในอินเดีย

[แก้]

มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับช่วงปีแรก ๆ ของเอเวอเรสต์ในอินเดีย แต่เมื่อเขาเดินทางมาถึงประเทศนี้ครั้งแรกขณะอายุ 16 ปี เขาได้แสดงความสามารถด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ เขาถูกส่งตัวไปยังเกาะชวาในปี ค.ศ. 1814 ซึ่งที่นั่นรองผู้ว่าราชการ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ได้แต่งตั้งให้เขาทำการสำรวจเกาะ[13] เอเวอเรสต์กลับมายังเบงกอลในปี ค.ศ. 1816 ซึ่งเขาได้ปรับปรุงความรู้ของอังกฤษเกี่ยวกับแม่น้ำคงคาและแม่น้ำฮูกลี ต่อมาเขาได้สำรวจเส้นทางสัญญาณเซมาฟอร์ (semaphore) จากกัลกัตตาไปยังพาราณสี ครอบคลุมระยะทางประมาณ 400 ไมล์ (640 กิโลเมตร) ผลงานของเอเวอเรสต์เข้าตาพันเอก วิลเลียม แลมบ์ตัน ผู้นำของโครงการการสำรวจทางตรีโกณมิติครั้งใหญ่ (Great Trigonometrical Survey - GTS) ซึ่งได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ช่วยหลัก เขาเข้าร่วมงานกับแลมบ์ตันที่ไฮเดอราบาดในปี ค.ศ. 1818 ในขณะที่แลมบ์ตันกำลังดำเนินการสำรวจส่วนโค้งของเมริเดียน (meridian arc) ขึ้นไปทางเหนือจากแหลมโคมอริน เขาได้รับผิดชอบงานภาคสนามเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1820 เขาล้มป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ทำให้ต้องใช้เวลาพักฟื้นที่แหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาใต้[14]

หลังจากฟื้นตัวจากมาลาเรีย เอเวอเรสต์กลับมายังอินเดียในปี ค.ศ. 1821 เขาได้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการ GTS ต่อจากแลมบ์ตันหลังจากที่แลมบ์ตันเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1823 และในช่วงปีต่อ ๆ มา เขาได้ขยายขอบเขตการสำรวจส่วนโค้งของบรรพบุรุษไปจนถึงเมืองสีรนจ์ (Sironj) ในรัฐมัธยประเทศในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เอเวอเรสต์มักมีสุขภาพไม่แข็งแรง และผลกระทบจากอาการไข้และโรคไขข้อทำให้เขาเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว เขาจึงกลับไปอังกฤษในปี ค.ศ. 1825 และใช้เวลาห้าปีต่อมาในการพักฟื้น ในช่วงเวลานั้น เอเวอเรสต์ได้รับเลือกให้เป็นภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา (Fellow of the Royal Society) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1827 เขาใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการเรียกร้องให้บริษัทอินเดียตะวันออกจัดหาอุปกรณ์ที่ดีขึ้น และศึกษาเครื่องมือที่ใช้โดยการสำรวจสรรพาวุธ (Ordnance Survey) นอกจากนี้เขายังติดต่อสื่อสารกับโทมัส เฟรเดอริก โคลบี อยู่บ่อยครั้ง[14]

เขาได้คุ้นเคยกับแนวคิดแบบอินเดีย ตามบันทึกของแมรี บูล (Mary Boole) หลานสาวของเขา:[16]

ลุงจอร์จ เอเวอเรสต์ ของฉัน ถูกส่งไปอินเดียในปี 1806 ขณะอายุ 16 ปี... เด็กน้อยออกไปโดยที่ยังไร้เดียงสา ไม่ถูกสปอยล์ และมีความสดใส เขาได้รู้จักกับพราหมณ์ผู้มีความรู้คนหนึ่งซึ่งสอนเขา—ไม่ใช่รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรมของตนเองเหมือนที่พวกมิชชันนารียุโรปทำ แต่สอนเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญในทุกศาสนาที่แท้จริง นั่นคือความลับของวิธีที่มนุษย์จะสื่อสารกับสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งมิอาจหยั่งรู้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะนำแนวคิดแบบอินเดียไปแนะนำให้ผู้อื่นรู้จักด้วย:

เมื่อประมาณปี 1825 เขามาที่อังกฤษเป็นเวลาสองหรือสามปี และได้ผูกมิตรอย่างแน่นแฟ้นและยั่งยืนกับเฮอร์เชล และแบ็บบิจ ซึ่งตอนนั้นยังเยาว์วัยมาก... ลุงของฉันกลับมาจากอินเดีย เขาไม่เคยแทรกแซงความเชื่อทางศาสนาหรือจารีตประเพณีของใคร แต่ไม่มีใครที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเขาจะสามารถเชื่อต่อไปได้ว่าสิ่งใดในคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ ยกเว้นสององค์ประกอบที่มีร่วมกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ นั่นคือ ความรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น และพลังของมนุษย์ในการสื่อสารโดยตรงกับความจริงที่มองไม่เห็น

เจ้ากรมสำรวจอินเดีย

[แก้]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1830 เอเวอเรสต์กลับไปอินเดียเพื่อทำงานในโครงการ GTS ต่อ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมสำรวจอินเดีย (Surveyor General of India) ในเวลาเดียวกัน การสำรวจส่วนโค้งจากแหลมโคมอรินไปยังชายแดนทางตอนเหนือของบริติชอินเดียเสร็จสิ้นในที่สุดในปี ค.ศ. 1841 ภายใต้การดูแลของ แอนดรูว์ สกอตต์ วอห์ สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังคือเวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับปัญหาด้านการบริหาร รวมถึงการต่อสู้กับคำวิจารณ์จากที่บ้าน บริษัทอินเดียตะวันออกได้แต่งตั้งโทมัส เจอร์วิส (Thomas Jervis) เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเอเวอเรสต์เป็นการชั่วคราว และต่อมาเจอร์วิสได้บรรยายต่อราชบัณฑิตยสภาเกี่ยวกับข้อบกพร่องที่เขามองเห็นในวิธีการของเอเวอเรสต์

เพื่อเป็นการตอบโต้ เอเวอเรสต์ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกหลายฉบับถึงเจ้าชายออกัสตัส เฟรเดอริก ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ประธานของสมาคม โดยเขาตำหนิสมาคมที่ "เข้ามาแทรกแซงในเรื่องที่พวกเขารู้เพียงน้อยนิด" เจอร์วิสจึงถอนตัวจากการพิจารณา และเอเวอเรสต์ก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้วอห์ ลูกศิษย์ของเขา เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทน เขาลาออกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1842 และตำแหน่งของเขาถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1843 ซึ่งเป็นจุดที่เขากลับสู่อังกฤษ[14]

ชีวิตช่วงหลัง

[แก้]

ในลอนดอน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1846 เอเวอเรสต์แต่งตั้งกับ เอ็มมา วิง (Emma Wing) วัย 23 ปี แห่งแฮมป์สเตด ลอนดอน[17] พวกเขามีบุตรด้วยกันหกคน[13]

ในปี ค.ศ. 1847 เอเวอเรสต์ตีพิมพ์หนังสือชื่อ An Account of the Measurement of Two Sections of the Meridional Arc of India ซึ่งทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัลจากสมาคมดาราศาสตร์หลวง ต่อมาเขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสมาคมเอเชียติก (Royal Asiatic Society) และสมาคมภูมิศาสตร์หลวง เอเวอเรสต์ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอกในปี ค.ศ. 1854 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Commander of the Order of the Bath ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861[18] และได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน (Knight Bachelor) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1861[19] เขาเสียชีวิตที่บ้านในไฮด์พาร์กการ์เดนส์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1866 และถูกฝังอยู่ที่โบสถ์เซนต์แอนดรูว์ในฮอฟ ใกล้กับเมืองไบรตัน[14]

การตั้งชื่อยอดเขาเอเวอเรสต์

[แก้]

จอร์จ อีฟเรสต์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภูเขาที่ตั้งชื่อตามเขา เพราะเขาไม่เคยเห็นภูเขานี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม เขาเป็นผู้ว่าจ้างแอนดรูว์ สกอตต์ วอห์ ผู้ทำการสำรวจภูเขาอย่างเป็นทางการครั้งแรก และ Radhanath Sikdar ผู้คำนวณความสูงของภูเขา ก่อนที่จะมีการตระหนักความสำคัญของภูเขาเอเวอเรสต์ ภูเขานี้เดิมทีรู้จักกันในชื่อยอดเขา "บี" และต่อมาเป็นยอดเขาที่ 15 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1856 วอห์เขียนจดหมายถึง Royal Geographical Society เพื่อประกาศว่าภูเขานี้เชื่อกันว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลก และเสนอให้ตั้งชื่อ "ตามผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าผู้ทรงเกียรติของผม" เนื่องจาก "ไม่มีชื่อท้องถิ่นใด ๆ ที่เราสามารถค้นพบได้" – "หากมีชื่อพื้นเมือง ก็คงไม่น่าทราบได้ก่อนที่เราจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเนปาล" อันที่จริงแล้ว มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อในหมู่ชาวเนปาลและทิเบต แต่พื้นที่เหล่านั้นถูกปิดกั้นไม่ให้ชาวอังกฤษเข้าไปในเวลานั้น และผู้คนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัยก็ไม่มีชื่อเฉพาะสำหรับยอดเขานี้ ในทศวรรษหลัง ค.ศ. 1856 ข้อเสนอของวอห์ได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางโดย Royal Geographical Society และองค์กรที่คล้ายคลึงกัน นักวิชาการแห่งอินเดียคนอื่น ๆ ได้เสนอชื่อพื้นเมืองที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง เช่น "Deva-dhunga" ของไบรอัน ฮอว์ตัน ฮอดจ์สัน และ "Gaurisankar" ของ Hermann Schlagintweit อีฟเรสต์เองก็คัดค้านการใช้ชื่อของเขา เนื่องจาก "ชาวอินเดียพื้นเมือง" ไม่สามารถออกเสียงได้ และไม่สามารถเขียนเป็นภาษาฮินดีได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1865 ทางสมาคมได้ตกลงอย่างเป็นทางการที่จะใช้ชื่อ "ภูเขาเอเวอเรสต์"[20]

ครอบครัว

[แก้]

อีฟเรสต์มีพี่น้องหลายคน รวมถึงน้องชายสองคน น้องชายคนแรกของจอร์จคือรอเบิร์ต อีฟเรสต์ อนุศาสนาจารย์ประจำบริษัทอินเดียตะวันออก และผู้เขียน A Journey Through the United States and Part of Canada[21] ส่วนคนที่สอง (น้องชายคนเล็ก) คือทอมัส รูเพิลล์ อีฟเรสต์ บิดาของแมรี อีฟเรสต์ และฆราวาสสายโฮมีโอพาธี เอเธล อีฟเรสต์ บุตรคนที่สามของจอร์จ อีฟเรสต์ เป็นผู้ร่วมงานของเอ็มมา คอนส์ และเป็นเพื่อนของลิเลียน เบย์ลิส[22] เธอเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนในการจัดตั้งวิทยาลัยมอร์ลีย์ที่ลอนดอนใต้[23]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Olausson, Lena; Sangster, Catherine M. (2006). Oxford BBC guide to pronunciation: the essential handbook of the spoken word. Oxford: Oxford University Press. p. 124. ISBN 978-0-19-280710-6.
  2. Claypole, Jonty (Director); Kunzru, Hari (Presenter) (2003). Mapping Everest (TV Documentary). London: BBC Television.
  3. Dean, Riaz (2019). Mapping The Great Game: Explorers, Spies & Maps in Nineteenth-century Asia. Oxford: Casemate (UK). p. 100. ISBN 978-1-61200-814-1.
  4. Wallace, Colin. "Mount Everest – The British Story". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 September 2015. สืบค้นเมื่อ 2 November 2015.
  5. Biswas, Soutik (20 October 2003). "The man who 'discovered' Everest". BBC News. สืบค้นเมื่อ 9 August 2016.
  6. See report in 'The Illustrated London News', 15 August 1857
  7. Ram Copal Sanyal, บ.ก. (1894), Reminiscences and anecdotes of great men of India: both official and non-official for the last one hundred years, p. 25
  8. 1 2 "George Everest was born on 4 July 1790 but the location is open to doubt. This uncertainty as to his birthplace arises because his father William Tristram Everest had an estate near Crickhowell in south Wales and some reference works suggest he was born there. [...] George's baptismal certificate certainly indicates that he was baptized in Greenwich but although the certificate also bears his date of birth it does not indicate the locality." Smith, James R. (2015). "Sir George Everest". ใน Martin, Geoffrey (บ.ก.). Geographers: Biobibliographical Studies, Volume 15. Bloomsbury Publishing. ISBN 9781474226653.
  9. Salkeld, Audrey (American Alpine Club) - The American alpine journal. 32.1990. p. 71. ISBN 1933056371 Retrieved 18 November 2017
  10. "Gwernvale Manor Hotel". Parks and Gardens UK. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 December 2017. สืบค้นเมื่อ 18 November 2017.
  11. Ahluwalia, H. P. S. (2001) The Everest within. Hemkunt Press. p. 13. ISBN 8170103096 Retrieved 18 November 2017
  12. BBC (7 March 2000) Celebrating Wales on top of the world.
  13. 1 2 3 4 Smith, James R. (1992). "Sir George Everest, F.R.S. (1790–1866)". Notes and Records of the Royal Society of London. 46 (1): 89–102. doi:10.1098/rsnr.1992.0005. ISSN 0035-9149. JSTOR 531442.
  14. 1 2 3 4 5 Baigent, Elizabeth. "Everest, Sir George". Oxford Dictionary of National Biography (online ed.). Oxford University Press. doi:10.1093/ref:odnb/9003. (ต้องรับบริการหรือเป็นสมาชิกหอสมุดสาธารณะสหราชอาณาจักร)
  15. "Freemasons and the Royal Society". Gila Valley Lodge No 9. 28 June 2010. สืบค้นเมื่อ 25 February 2018.
  16. Mary Everest Boole (1901). Indian Thought and Western Science in the Nineteenth Century (ภาษาอังกฤษ). Library Genesis. The Ceylon National Review.
  17. "St George, Hanover Square 1846–1847" (ภาษาอังกฤษ). Ancestry.com.
  18. "No. 7097". The Edinburgh Gazette. 1 March 1861. p. 289.
  19. "No. 22493". The London Gazette. 19 March 1861. p. 1241.
  20. The Naming of Mount Everest. Montana State University website. Accessed 11 January 2023.
  21. Everest, Robert. A Journey Through the United States and Part of Canada. John Chapman: King William Street, Strand, London, 1855.
  22. Schafer, Elizabeth (2006) Lilian Baylis: A Biography. Univ of Hertfordshire Press. p. 76. ISBN 9781902806648
  23. Richards, Denis (2013) Offspring of the Vic: A History of Morley College. Routledge. p. 60. ISBN 9781135030858

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]